top of page

OHESDC ร่วมกับ YPFP จัดเสวนา "ไทย" กรณีศึกษาด้านการทูตสุขภาพโลก

16 hours ago
1 min read



เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 สำนักงานที่ปรึกษาด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน (OHESDC) ร่วมกับ Young Professionals in Foreign Policy (YPFP) จัดกิจกรรมเสวนาหัวข้อ “ประเทศไทยในฐานะกรณีศึกษาด้านการทูตสุขภาพโลกในหลากมิติ” ณ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน โดยมี ดร. สุริยา จินดาวงษ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน กล่าวเปิดงานและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์แก่เยาวชนและผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมงาน





กิจกรรมเสวนาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายสาธารณสุข วิทยาศาสตร์และการทูต ตลอดจนสะท้อนบทบาทของประเทศไทยในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ มีการพัฒนาความรู้ทางวิชาการ การสร้างเครือข่ายและการประสานความร่วมมือในหลายระดับเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพและการรับมือกับความท้าทายด้านสุขภาพในระยะยาว โดยมีผู้ร่วมอภิปราย ได้แก่ ศาสตราจารย์ Mark Gregory Robson นักวิชาการผู้มีประสบการณ์ด้านความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยด้านสุขภาพระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งศาสตราจารย์ Robson เคยได้รับรางวัลเกียรติคุณ Friend of Thai Science 2024 ดร. สุทยุต โอสรประสพ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนามนุษย์และผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านสาธารณสุข ธนาคารโลก (World Bank) ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และนายฐิติเดช ตุลารักษ์ อัครราชทูตที่ปรึกษา ฝ่ายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน

การเสวนาในครั้งนี้มีการนำเสนอพัฒนาการของประเทศไทยในฐานะกรณีศึกษาด้านการทูตสุขภาพโลก (Global Health Diplomacy) ทั้งในมิติของการพัฒนาระบบสาธารณสุขภายในประเทศ การดำเนินนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Coverage: UHC) และการมีส่วนร่วมของประเทศไทยในการส่งเสริมความร่วมมือด้านสุขภาพในระดับนานาชาติ ผู้ร่วมอภิปรายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาระบบสุขภาพที่เข้มแข็งและครอบคลุมประชากร ตลอดจนความสำคัญของการกำหนดนโยบายบนพื้นฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและการสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงการทูตสุขภาพใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ (1) การทูตผ่านความร่วมมือทางวิชาการ (Diplomacy Through Academia) ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนางานวิจัย การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการสร้างเครือข่ายนักวิจัยระหว่างประเทศ โดยยกตัวอย่างโครงการ Fogarty International Training in Research in Environmental and Occupational Health ของมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐฯ ที่มีบทบาทในการฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพนักวิทยาศาสตร์ไทย (2) การทูตผ่านองค์การพหุภาคี (Diplomacy Through Multilateral Organizations) ซึ่งสะท้อนบทบาทขององค์การระหว่างประเทศในการสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ การเสริมสร้างธรรมาภิบาลและการกำหนดนโยบายสุขภาพ และ (3) การทูตผ่านความร่วมมือทวิภาคี (Diplomacy Through Bilateral Partnerships) ซึ่งครอบคลุมการส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมระหว่างประเทศไทยกับประเทศต่าง ๆ รวมถึงสหรัฐอเมริกา

ในประเด็นความร่วมมือทวิภาคีนี้ นายฐิติเดชได้นำเสนอประวัติความเป็นมาและบทบาทของสำนักงานฯ ในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกาด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยที่สามารถสนับสนุนเป้าหมายด้านสาธารณสุขและการพัฒนาประเทศในระยะยาว โดยเน้นให้เห็นว่าความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และวิชาการเป็นกลไกสำคัญประการหนึ่งในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและมีส่วนสนับสนุนการรับมือกับความท้าทายด้านสุขภาพข้ามพรมแดน นอกจากนี้ในช่วงท้ายของการเสวนา ผู้ร่วมอภิปรายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาควิชาการ องค์การระหว่างประเทศและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อส่งเสริมการดำเนินงานด้านสุขภาพในระดับโลก พร้อมทั้งแบ่งปันข้อคิดแก่เยาวชนและผู้ประกอบวิชาชีพรุ่นใหม่ที่สนใจพัฒนาตนเองสู่การเป็นผู้นำและผู้มีบทบาทด้านการทูตสุขภาพในอนาคต




Comments


สำนักงานที่ปรึกษาด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน

Office of Higher Education, Science, Research and Innovation
Royal Thai Embassy, Washington D.C.

2027 All Rights Reserved
+1 (202) 944-5200
ost@thaiembdc.org
facebook.com/ohesdc

 
1024 Wisconsin Ave. NW Suite 104,
Washington D.C 20007
bottom of page