top of page

OHESDC ร่วมกับ ATPAC จัดการประชุม OHESDC-ATPAC Conference 2026 ระดมข้อเสนอเชิงนโยบายด้านพลังงานและเทคโนโลยี

10 minutes ago
1 min read


สำนักงานที่ปรึกษาด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน (OHESDC) ร่วมกับสมาคมนักวิชาชีพไทยในอเมริกาและแคนาดา (Association of Thai Professionals in America and Canada: ATPAC) จัดการประชุมเชิงวิชาการ OHESDC-ATPAC Conference 2026: Thailand’s Energy Future ระหว่างวันที่ 26-27 กันยายน 2569 ณ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน โดยมีคณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ นักวิชาชีพ ผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตฯและทีมประเทศไทย เข้าร่วมรวมทั้งสิ้น 37 คน เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ มุมมอง และข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับทิศทางพลังงานและเทคโนโลยีของประเทศไทย


การประชุมครั้งนี้มุ่งเป็นเวทีระดมความคิดเห็นเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์สำหรับประเทศไทยในการรับมือกับความท้าทายด้านพลังงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)และความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะ Data Center และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ทั้งนี้ ที่ประชุมเริ่มต้นจากการกำหนดเป้าหมายและความต้องการของประเทศ ประเมินทรัพยากรและศักยภาพที่มีอยู่จริง แล้วจึงกำหนดเทคโนโลยีและโครงการที่เหมาะสมตามลำดับหรือแนวคิด Work Backward หนึ่งในประเด็นสำคัญของประเทศไทยคือความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ควบคู่กับ Energy Storage และความน่าเชื่อถือของพลังงานสะอาด (Clean Energy Reliability) โดยพิจารณาว่าพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะ Solar Energy สามารถตอบสนองความต้องการไฟฟ้าของประเทศได้ในระดับใด และควรพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบกักเก็บพลังงานควบคู่กันอย่างไร สำหรับ Data Center ที่ประชุมเห็นถึงความจำเป็นในการกำหนดกฎระเบียบและมาตรฐานที่เหมาะสม รวมถึงการประเมินขนาดของ Data Center ที่ประเทศไทยสามารถรองรับได้ โดยพิจารณาจากทรัพยากรด้านพลังงานและศักยภาพของประเทศก่อนกำหนดขนาดและแนวทางการลงทุน นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของข้อมูล ตลอดจนการพิจารณาผลกระทบต่อการจ้างงานและทรัพยากรของประเทศ





ในด้าน Nuclear Energy และ Advanced Materials ที่ประชุมหารือถึงโอกาสในการพัฒนาขีดความสามารถของประเทศไทย โดยเฉพาะด้านการผลิตวัสดุและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ตลอดจนการพัฒนากำลังคนและระบบกฎระเบียบด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะเทคโนโลยี Small Modular Reactor (SMR) ขณะเดียวกัน Advanced Materials ควรได้รับการพิจารณาในภาพรวม เนื่องจากสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่จำกัดเฉพาะภาคพลังงานนิวเคลียร์ ทางด้าน Hydrogen, Electrolyzer และ Fuel Cell มีการเสนอให้ประเทศไทยพัฒนาและจัดหาเทคโนโลยีที่สามารถลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ โดยให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ ความทนทานและความคุ้มค่าด้านต้นทุน พร้อมทั้งพัฒนาบุคลากรแบบสหสาขา ทั้งนักเคมี นักวิทยาศาสตร์ด้านวัสดุ วิศวกรเครื่องกล วิศวกรระบบและวิศวกรอุตสาหการ โดยประเทศไทยมีศักยภาพทั้งด้าน Blue Hydrogen จาก Natural Gas และ Green Hydrogen จาก Solar Energy สำหรับ Carbon Capture ที่ประชุมพิจารณาถึงโอกาสในการพัฒนาเป็นธุรกิจและอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศไทย ควบคู่กับความจำเป็นในการสร้างแรงจูงใจและกลไกเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมการลงทุน โดยเสนอให้สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย สถาบันการเงินและผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐฯ รวมถึงแนวคิดการจัดตั้ง Center of Excellence ที่ครอบคลุมด้าน Research & Technology, Engineering, Finance, Policy และ Business Development


นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือถึงบทบาทของ Green Finance และ Climate Finance ในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยภาคธนาคารจำเป็นต้องมีบุคลากรที่สามารถเข้าใจเทคโนโลยีพลังงาน ประเมินความเป็นไปได้และความเสี่ยงของโครงการ รวมถึงประเมิน Climate Risk เพื่อสนับสนุน Green Loan, Green Financing และโครงการพลังงานหมุนเวียน ขณะที่ ATPAC สามารถสนับสนุนการเชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญในสาขา Banking และ Intellectual Property กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศไทยได้ อีกประเด็นสำคัญที่ปรากฏในหลายหัวข้อคือการพัฒนากำลังคน (Workforce Development) โดยประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาบุคลากรให้มีความสามารถครอบคลุมทั้ง Research, Technology และ Manufacturing ในสาขา Nuclear Energy, Advanced Materials, Hydrogen, Fuel Cell, Carbon Capture, Energy Storage และ Clean Energy รวมถึงการสนับสนุนให้นักศึกษาไทยในสหรัฐฯ ทำวิจัยหรือทำงานเพื่อสะสมประสบการณ์ก่อนนำองค์ความรู้กลับมาต่อยอดในประเทศไทย


สำหรับความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ที่ประชุมเสนอให้มีการจัดกลุ่มผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานของไทยในแต่ละสาขา เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย ภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งจับคู่ผู้เชี่ยวชาญไทยกับผู้เชี่ยวชาญสหรัฐฯ และเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยและ Research Centers ผ่านเครือข่ายของ ATPAC เพื่อพัฒนาโครงการความร่วมมือที่สามารถนำไปดำเนินการได้จริง ในส่วนของการดำเนินงานต่อไป ที่ประชุมมีข้อเสนอให้จัดทำ White Paper ที่รวบรวมสถานการณ์ปัจจุบัน ปัญหาและช่องว่าง ศักยภาพของประเทศไทย Priority Areas ข้อเสนอเชิงนโยบาย และแนวทางความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ เพื่อเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ควรจัดกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในประเทศไทยตามสาขา เช่น Energy, Nuclear, Hydrogen, Advanced Materials, Carbon Capture, Banking/Finance, Data และ Policy และพัฒนา Expert Matching ระหว่างผู้เชี่ยวชาญไทยและสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงการที่สามารถดำเนินการได้จริง



Comments


สำนักงานที่ปรึกษาด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน

Office of Higher Education, Science, Research and Innovation
Royal Thai Embassy, Washington D.C.

2025 All Rights Reserved
+1 (202) 944-5200
ost@thaiembdc.org
facebook.com/ohesdc

 
1024 Wisconsin Ave. NW Suite 104,
Washington D.C 20007
bottom of page