“เทคโนโลยีหรี่แสงอาทิตย์” อาจช่วยลดโลกร้อน แต่ความเสี่ยงยังไม่ชัดเจน
- 3 hours ago
- 2 min read

Stardust Solutions บริษัทอิสราเอล–สหรัฐฯ ที่ก่อตั้งในปี 2023 โดยอดีตนักฟิสิกส์นิวเคลียร์ของรัฐบาลอิสราเอลสองคน กำลังพัฒนาเทคโนโลยีที่เรียกว่า “การดัดแปลงรังสีดวงอาทิตย์” (solar geoengineering) ซึ่งเป็นแนวคิดที่มีการถกเถียงอย่างมาก เพราะมีเป้าหมายที่จะลดอุณหภูมิโลกด้วยการลดปริมาณพลังงานจากดวงอาทิตย์ที่ลงมาถึงพื้นโลก
หนึ่งในแนวทางที่มีการศึกษามากที่สุดคือการปล่อยอนุภาคขนาดเล็กขึ้นไปในชั้นสตราโตสเฟียร์ ด้วยเครื่องบินหรือบอลลูนที่บินในระดับสูง อนุภาคเหล่านี้จะช่วยสะท้อนพลังงานจากดวงอาทิตย์กลับออกไปสู่อวกาศ แนวคิดนี้เลียนแบบสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจากการปะทุของภูเขาไฟ ภูเขาไฟบางแห่งปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์จำนวนมากขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ทำให้อุณหภูมิโลกลดลงชั่วคราว ตัวอย่างเช่น การปะทุของภูเขาไฟ Pinatubo ในฟิลิปปินส์เมื่อปี 1991 ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกลดลงประมาณ 0.5 องศาเซลเซียส เป็นเวลานานกว่าหนึ่งปี ขณะที่มนุษย์ยังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและทำให้โลกอุ่นขึ้น แนวคิดที่จะนำ solar geoengineering มาใช้งานจริงจึงได้รับความสนใจมากขึ้น
Yanai Yedvab ซีอีโอของ Stardust กล่าวว่า เทคโนโลยีนี้ควรเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่รัฐบาลพิจารณา เพื่อรับมือกับภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าเทคโนโลยีนี้ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและไม่สามารถใช้แทนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ต้นเหตุได้

งานวิจัยเกี่ยวกับ solar geoengineering ส่วนใหญ่มักใช้ซัลเฟอร์ไดออกไซด์เพื่อเลียนแบบผลจากภูเขาไฟ แต่สารชนิดนี้มีข้อกังวลหลายด้าน เช่น อาจทำให้เกิดฝนกรดและส่งผลกระทบต่อชั้นโอโซน บริษัท Stardust จึงพยายามพัฒนาวัสดุที่บริษัทมองว่าปลอดภัยกว่าและควบคุมได้มากกว่า โดยบริษัทเผยแพร่งานวิจัยเกี่ยวกับอนุภาคที่ออกแบบขึ้นเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ บริษัทพัฒนาอนุภาคไว้สองประเภท ได้แก่ ซิลิกาอสัณฐาน (amorphous silica) ซึ่งใช้เป็นสารป้องกันการจับตัวเป็นก้อนในอาหาร รวมถึงพบในผลิตภัณฑ์อย่างยาสีฟันและเครื่องสำอาง และแคลเซียมคาร์บอเนต (calcium carbonate) ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของเปลือกไข่ โดยวัสดุนี้ถูกออกแบบให้ calcium carbonate ห่อหุ้มด้วย amorphous silica
Yedvab ยกตัวอย่างว่า Amorphous silica เคยถูกปล่อยในระบบรถไฟใต้ดินของนครนิวยอร์กเมื่อปี 2016 ระหว่างการทดสอบของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ เพื่อจำลองการแพร่กระจายของสารจากการโจมตีทางชีวภาพ โดยเขาใช้กรณีนี้เป็นตัวอย่างเพื่อชี้ให้เห็นว่าสารดังกล่าวมีการใช้งานและถูกประเมินด้านความปลอดภัยมาก่อน โดยบริษัทประเมินว่า หากปล่อยอนุภาคประมาณ 1 ล้านตัน จะสามารถลดอุณหภูมิโลกได้ประมาณ 0.5 องศาเซลเซียส และจำเป็นต้องเติมอนุภาคใหม่ทุกปี โดยมีค่าใช้จ่ายราว 10,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี แม้ตัวเลขนี้จะสูงมาก แต่ Yedvab มองว่ายังเป็นเพียงส่วนหนึ่งเมื่อเทียบกับความเสียหายทางเศรษฐกิจจากภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

แม้ Stardust จะมองว่าเทคโนโลยีของบริษัทมีความปลอดภัยมากกว่าการใช้ซัลเฟอร์ แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนยังไม่เห็นด้วย
David Keith ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์ธรณีฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยชิคาโก ซึ่งเป็นนักวิจัยด้าน solar geoengineering กล่าวว่า Stardust มั่นใจมากเกินไป เมื่อระบุว่าอนุภาคของบริษัทมีความเสี่ยงต่ำกว่าซัลเฟอร์ หนึ่งในข้อกังวลคือสิ่งที่เรียกว่า “hitchhiker effect” ซึ่งหมายถึงความเป็นไปได้ที่อนุภาคที่ถูกปล่อยขึ้นสู่บรรยากาศอาจจับโลหะหรือสารเคมีอื่น ๆ ระหว่างที่ลอยอยู่ในอากาศ และสารเหล่านั้นอาจเป็นอันตรายหากมนุษย์สูดดมเข้าไป แต่ Stardust ระบุว่าได้คำนึงถึงความเสี่ยงดังกล่าวตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ แต่ยังมีคำถามอีกมากว่าอนุภาคเหล่านี้จะทำงานอย่างไรเมื่อถูกปล่อยในปริมาณมหาศาล และจะมีพฤติกรรมอย่างไรเมื่ออยู่ในบรรยากาศจริง
Kelly Wanser ผู้อำนวยการองค์กรไม่แสวงกำไร SilverLining กล่าวว่า ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะยืนยันว่าอนุภาคเหล่านี้จะทำงานได้ตามที่คาดไว้เมื่อขยายการใช้งานไปสู่ระดับใหญ่
Pierrehumbert ศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ดาวเคราะห์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด กล่าวว่า solar geoengineering เกี่ยวข้องกับส่วนที่นักวิทยาศาสตร์ยังเข้าใจระบบภูมิอากาศได้ไม่ดีนักและการทดลองขนาดเล็กไม่สามารถบอกได้อย่างแน่นอนว่าโลกจะตอบสนองอย่างไร หากนำเทคโนโลยีไปใช้ในระดับโลก
ปัจจุบัน Stardust ยังจำกัดการทดลองอยู่ในห้องปฏิบัติการ ขั้นต่อไปคือการทดลองกลางแจ้ง แต่การทดลองลักษณะนี้เคยเผชิญกับการต่อต้านอย่างมาก โดยในปี 2021 แผนการทดลอง solar geoengineering ของนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในสวีเดนถูกยกเลิก หลังจากเกิดกระแสคัดค้านอย่างหนัก ต่อมาในปี 2022 บริษัทสตาร์ตอัป Make Sunsets ได้ทำการทดลองปล่อยอนุภาคในเม็กซิโก เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การออกมาตรการห้ามการทดลอง solar geoengineering ในประเทศ
Stardust หวังว่าจะเริ่มการทดลองกลางแจ้งภายในอีกไม่กี่ปี และระบุว่าจะดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล บริษัทเปรียบเทียบแนวทางนี้กับการพัฒนายา โดยจะเริ่มจากการทดลองขนาดเล็ก มีเกณฑ์ประเมินผลที่ชัดเจน ก่อนพิจารณาขยายการทดลอง ซึ่งบริษัทกำลังหารือกับผู้กำหนดนโยบายเพื่อพัฒนากรอบกำกับดูแล และย้ำว่าการตัดสินใจว่าจะนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้จริงหรือไม่ ควรเป็นการตัดสินใจของรัฐบาล ไม่ใช่ของบริษัท
แม้ Stardust จะยืนยันว่ารัฐบาลต้องเป็นผู้ตัดสินใจ แต่การที่บริษัทเป็นธุรกิจแสวงกำไรทำให้เกิดคำถามว่าแรงจูงใจทางการเงินอาจมีอิทธิพลต่อการพัฒนาและการนำเทคโนโลยีไปใช้หรือไม่ โดย Sarah Doherty รองศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์บรรยากาศจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมวิจัยด้าน solar geoengineering กล่าวว่า วิทยาศาสตร์ในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสนับสนุนการลงทุนหรือผลักดันสังคมไปสู่แนวทางใดแนวทางหนึ่งโดยเฉพาะ
ความเสี่ยงสำคัญอีกประการหนึ่งคือสิ่งที่เรียกว่า “termination shock” หรือภาวะที่โลกอาจร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว หากมนุษย์หยุดใช้ solar geoengineering หลังจากเริ่มใช้งานไปแล้วเป็นเวลานาน แนวคิดนี้เกิดจากการที่เทคโนโลยีสามารถช่วยลดอุณหภูมิโลกได้ แต่ไม่ได้กำจัดก๊าซเรือนกระจกที่สะสมอยู่ในบรรยากาศ หากหยุดปล่อยอนุภาคอย่างกะทันหัน อุณหภูมิที่ถูกกดไว้ก็อาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ปี Stardust ระบุว่าเทคโนโลยีของบริษัทสามารถปรับเพิ่มหรือลดการใช้งานได้ และอนุภาคจะค่อย ๆ ตกออกจากบรรยากาศภายในประมาณหนึ่งปี บริษัทจึงเชื่อว่าสามารถลดการใช้งานลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปและลดความเสี่ยงของ termination shock ได้ อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์บางส่วนยังไม่มั่นใจ เพราะการเปลี่ยนแปลงระบบภูมิอากาศในระดับโลกอาจสร้างผลกระทบที่คาดเดาได้ยาก และอาจทำให้ระบบภูมิอากาศมีความไม่แน่นอนมากขึ้น
นอกจากความเสี่ยงทางวิทยาศาสตร์แล้ว ยังมีคำถามด้านจริยธรรมและการเมืองระหว่างประเทศ เช่น ใครควรเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะใช้เทคโนโลยีนี้หรือไม่ ใครจะเป็นผู้จ่าย และใครจะได้รับประโยชน์หรือได้รับผลกระทบ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบฝนและมรสุมเป็นหนึ่งในข้อกังวลสำคัญ เพราะอาจส่งผลต่อการเกษตรและความมั่นคงทางอาหารในบางภูมิภาค แม้บางพื้นที่อาจได้รับประโยชน์จากอุณหภูมิที่ลดลงก็ตาม
Chukwumerije Okereke ศาสตราจารย์ด้านธรรมาภิบาลโลกจากมหาวิทยาลัยบริสตอล กังวลว่าการตัดสินใจเกี่ยวกับ solar geoengineering อาจถูกกำหนดโดยประเทศร่ำรวยและนักลงทุน มากกว่าประเทศยากจนที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรง อีกประเด็นหนึ่งคือ เทคโนโลยีนี้อาจถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลในการชะลอการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เพราะบางคนอาจมองว่าการทำให้โลกเย็นลงสามารถชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้
Yedvab ยอมรับว่านี่เป็นความกังวลที่มีเหตุผล แต่เขามองว่ารัฐบาลควรศึกษาทางเลือกนี้ไว้ เพราะหากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้น รัฐบาลอาจจำเป็นต้องมีเครื่องมือเพิ่มเติม เขามองว่า solar geoengineering อาจช่วยซื้อเวลาให้มนุษยชาติอีกหลายทศวรรษ ในการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และสิ่งที่น่ากังวลที่สุดอาจไม่ใช่การศึกษาวิจัยเทคโนโลยีนี้ แต่คือการที่ในอนาคตรัฐบาลอาจต้องตัดสินใจว่าจะใช้หรือไม่ใช้ ทั้งที่ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอและไม่มีทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าเตรียมไว้

ที่มา: This company says it can help cool the planet for $10 billion a year; scientists are raising red flags, https://www.cnn.com/2026/09/08/climate/solar-geoengineering-stardust-solutions-cool-planet




Comments