สหรัฐอเมริกา ศูนย์กลางการศึกษาของนักศึกษานานาชาติ
- 21 hours ago
- 1 min read
ระบบอุดมศึกษาของสหรัฐอเมริกานั้นมีความเป็นมาอย่างยาวนานกว่า 380 ปี โดย Carl Sagan เคยกล่าวว่า “You have to know the past to understand the present” (คุณต้องรู้จักอดีตเพื่อเข้าใจปัจจุบัน) ระบบอุดมศึกษาของสหรัฐฯ มีวิวัฒนาการโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะช่วง 60 ปีที่ผ่านมาที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ ในศตวรรษที่ 16 และ 17 วิทยาลัยเกือบทั้งหมดได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากภาคเอกชน โดยส่วนใหญ่จะมาจากผู้นำศาสนาที่ต้องการให้การศึกษาแก่คณะสงฆ์ของตน ส่วนนักเรียนคนอื่นๆ มักเป็นบุตรหลานของนักธุรกิจหรือครอบครัวเกษตรกรที่ร่ำรวย รัฐสภาสหรัฐอเมริกาได้จัดตั้งกระทรวงศึกษาธิการ (United States Department of Education) ขึ้นในปี ค.ศ. 1979 แม้ว่าที่จริงแล้ว หน่วยงานของรัฐบาลกลางที่มุ่งดูแลงานด้านการศึกษาโดยเฉพาะได้ถูกจัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1867 ในช่วงยุคฟื้นฟูประเทศ (Reconstruction Era) ภายหลังสงครามกลางเมือง แต่ได้มีความกังวลและข้อถกเถียงเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจของรัฐบาลในด้านการศึกษา ส่งผลให้หน่วยงานดังกล่าวถูกลดสถานะลงเป็นเพียงสำนักงานภายในเวลาเพียงหนึ่งปี เหตุการณ์นี้ได้กลายมาเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกระแสคัดค้านบทบาทของรัฐบาลกลางในระบบการศึกษา ซึ่งยังคงปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน การสถาปนากระทรวงศึกษาธิการในรูปแบบปัจจุบันเมื่อปี ค.ศ. 1979 นั้น เกิดขึ้นด้วยคะแนนเสียงในรัฐสภาพที่เฉียดฉิวห่างกันเพียงสี่เสียงเท่านั้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเห็นต่างทางการเมืองที่ฝังลึกเกี่ยวกับความจำเป็นขอบเขตอำนาจของหน่วยงานเหล่านี้ นับตั้งแต่นั้นมา บทบาทและภารกิจ และแม้แต่ความชอบธรรมในการดำรงอยู่ของกระทรวงยังคงเป็นประเด็นถกเถียงในเวทีนโยบายสาธารณะ ในเชิงโครงสร้างงบประมาณ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพียงประมาณร้อยละ 8 ของงบประมาณรวมในแต่ละรัฐให้แก่ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือการศึกษาระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษา โดยรัฐบาลมลรัฐและส่วนท้องถิ่นทำหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดสรรงบประมาณและการกำกับดูแลในรัฐของตน
พัฒนาการสำคัญของระบบการศึกษาสหรัฐอเมริกา
ระบบการศึกษาของสหรัฐอเมริกาได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญแบ่งออกเป็นสามช่วงระยะเวลา ซึ่งแต่ละระยะสะท้อนถึงช่วงเวลาที่การศึกษาในระดับต่างๆ ขยายตัวจากระบบที่จำกัดอยู่ในกลุ่มชนชั้นนำไปสู่การศึกษาสำหรับประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะเห็นได้จากช่วงเวลาที่เยาวชนส่วนใหญ่ได้เข้าถึงและสำเร็จการศึกษาในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา อย่างไรก็ตาม มีจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การศึกษาในแต่ละระดับเปลี่ยนผ่านจากการศึกษาแบบเฉพาะกลุ่มไปสู่ระบบการศึกษามวลชน หรือ Mass education ซึ่งไม่จำกัดเพียงแต่โอกาสในการเข้าถึงการศึกษาสำหรับคนชั้นสูง แต่ยังให้โอกาสแก่ประชาชนในทุกระดับชั้น โดยการเปลี่ยนแปลงทั้งสามครั้ง ได้แก่
1) การขยายตัวของการศึกษาระดับประถมศึกษา (Common School Movement)
การเปลี่ยนแปลงในระยะแรก เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 19 จากการแพร่หลายของโรงเรียนสามัญ หรือ Common schools ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและเปิดให้ประชาชนเข้าเรียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย การเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้เยาวชนอเมริกันจำนวนมากสามารถสำเร็จการศึกษาในระดับประถมศึกษา โดยเฉพาะชั้นประถมศึกษาปีที่ 8 ภายในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 อัตราการเข้าเรียนระดับประถมศึกษาของสหรัฐอเมริกานั้นมีแนวโน้มสูงกว่าหลายประเทศในยุโรป จึงทำให้ประชากรอเมริกันในขณะนั้นนับเป็นหนึ่งในสังคมที่มีระดับการศึกษาสูงที่สุดในโลก ระบบโรงเรียนสามัญยังสะท้อนแนวคิดด้านความเสมอภาคทางการศึกษา โดยไม่แยกระบบการศึกษาสำหรับเด็กแต่ละกลุ่ม และเน้นการศึกษาวิชาการพื้นฐานร่วมกันสำหรับพลเมืองทุกคน
2) การขยายตัวของการศึกษาระดับมัธยมศึกษา (High School Movement)
การเปลี่ยนแปลงระยะที่สองเกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 ซึ่งมักเรียกว่า “การเคลื่อนไหวของโรงเรียนมัธยม หรือ High School Movement และถือเป็นการขยายตัวที่รวดเร็วที่สุดของระบบการศึกษาสหรัฐอเมริกา โดยในปี ค.ศ. 1910 เยาวชนชาวอเมริกันที่สำเร็จการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษายังมีไม่ถึงร้อยละ 10 แต่ภายในปี 1940 เยาวชนส่วนใหญ่สามารถจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาได้ ในช่วงเวลานี้เอง โรงเรียนมัธยมหลายแห่งได้รับการปรับบทบาทจากสถาบันที่มุ่งเตรียมนักเรียนสำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ไปสู่สถานศึกษาที่ให้ความสำคัญกับความรู้เชิงปฏิบัติและประยุกต์ใช้เพื่อตอบสนองต่อความต้องการแรงงานทักษะสูงในเศรษฐกิจอุตสาหกรรมการขยายตัวของการศึกษาระดับมัธยมศึกษานี้ทำให้สหรัฐอเมริกามีความได้เปรียบทางการศึกษากว่าหลายประเทศในยุโรป ซึ่งในขณะนั้นยังไม่สามารถจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษาได้อย่างทั่วถึงจนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
3) การขยายตัวของการศึกษาระดับอุดมศึกษา
การเปลี่ยนแปลงระยะที่สามเริ่มมีความชัดเจนหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และยังคงดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เป้าหมายสำคัญในการเปิดโอกาสให้เยาวชนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยเฉพาะในหลักสูตรสี่ปีมีปัจจัยที่สนับสนุนการขยายตัวดังกล่าว ได้แก่ พระราชบัญญัติ Morrill Land-Grant Acts ในปี ค.ศ. 1862 และ ค.ศ. 1890 ซึ่งรัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกามีบทบาทในส่งเสริมการจัดตั้งมหาวิทยาลัยของ G.I. Bill ที่ช่วยเพิ่มโอกาสทางการศึกษาของทหารผ่านศึกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง นอกจากนี้ การแพร่หลายของการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย เช่น SAT ในช่วงทศวรรษ 1940 รวมถึงการขยายตัวอย่างรวดเร็วของวิทยาลัยชุมชน (community colleges) ในช่วงทศวรรษ 1970 ยังมีส่วนสำคัญในการเพิ่มโอกาสให้ผู้ที่มีข้อจำกัดทางเศรษฐกิจหรือด้านวิชาการสามารถเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาได้มากขึ้น
ผลกระทบและข้อถกเถียงร่วมสมัย
การขยายตัวของการศึกษาในทั้งสามช่วงเวลาดังกล่าวมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความได้เปรียบเชิงโครงสร้างของสหรัฐอเมริกา โดยนักวิชาการจำนวนมากชี้ว่าความเป็นผู้นำด้านการศึกษาในช่วงต้นมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ รายได้ และผลิตภาพของประเทศตลอดศตวรรษที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา หลายประเทศเริ่มลดช่องว่างด้านการเข้าถึงการศึกษา และในบางกรณีสามารถก้าวนำสหรัฐอเมริกาในด้านคุณภาพการศึกษา นอกจากนี้ โครงสร้างระบบการศึกษาของสหรัฐอเมริกาที่มีลักษณะกระจายอำนาจและการบริหารในระดับท้องถิ่นสูง ซึ่งเคยเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การศึกษาขยายตัวอย่างรวดเร็วก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากอาจก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรทางการศึกษาระหว่างเขตพื้นที่ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจแตกต่างกัน การศึกษาและการฝึกอบรมของประชากรทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเพิ่มผลิตภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ การศึกษาช่วยยกระดับแรงงานในประเทศโดยตรง และส่งผลต่อรายได้ของแรงงานผ่านการพัฒนาทักษะและความรู้ที่จำเป็นต่อการทำงาน การศึกษายังมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ และเอื้อต่อการถ่ายทอดและการแพร่กระจายของเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นได้รวดเร็ว การศึกษาเป็นส่วนช่วยในการผลักดันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่สำคัญ เนื่องจากบางเทคโนโลยีจำเป็นต้องอาศัยทักษะทางปัญญาและความรู้ขั้นสูงของแรงงาน ในขณะที่เทคโนโลยีบางรูปแบบสามารถใช้เครื่องจักรทดแทนทักษะของมนุษย์ได้ ในอีกมิติหนึ่ง การศึกษายังเป็นองค์ประกอบสำคัญของสังคมประชาธิปไตยโดยเฉพาะทักษะการรู้หนังสือขั้นพื้นฐานที่จะช่วยเสริมสร้างความตระหนักรู้ของพลเมืองและความเข้มแข็งของชุมชน
ระบบอุดมศึกษาของสหรัฐอเมริกาประกอบด้วยสถาบันที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกือบ 4,000 แห่งทั่วประเทศ โดยมีลักษณะสำคัญคือ การไม่รวมศูนย์การบริหารจัดการ ซึ่งหมายความว่า สถาบันต่างๆ จะได้รับการรับรองคุณภาพในระดับชาติหรือระดับภูมิภาคโดยองค์กรอิสระ จึงทำให้เกิดความหลากหลายของสถาบันทั้งในด้านพันธกิจ ขนาด และรูปแบบการจัดการศึกษา หนึ่งในจุดเด่นที่น่าสนใจของระบบอุดมศึกษาในสหรัฐอเมริกานั่นก็คือ “ความยืดหยุ่น” ที่เกิดจากความหลากหลายของประเภทสถาบันการศึกษา ระบบดังกล่าวเปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถเลือกศึกษาได้ทั้งเชิงวิชาการและสาขาอาชีพตามความสนใจและความต้องการ สถาบันศิลปศาสตร์ (Liberal Arts Institutions) ซึ่งมุ่งเน้นการศึกษาด้านศิลปะ มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ถือเป็นตัวอย่างที่สำคัญของสถาบันอุดมศึกษาที่ได้รับการรับรองจากองค์กรรับรองมาตรฐานอิสระ โดยส่วนใหญ่มักเป็นสถาบันเอกชน วิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเอกชนเหล่านี้ จะได้รับการสนับสนุนจากแหล่งเงินทุนต่างๆ เช่น เงินกองทุนถาวร (endowment) เงินบริจาคจากศิษย์เก่า ทุนวิจัย และค่าเล่าเรียน ในขณะเดียวกันนั้น ระบบอุดมศึกษาแบบวิทยาลัยชุมชน หรือ Community Colleges ที่เปิดสอนหลักสูตรระดับอนุปริญญา 2 ปี เพื่อเตรียมความพร้อมนักศึกษาในการศึกษาต่อระดับปริญญาตรี หรือเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพสำหรับการเข้าสู่ตลาดงานโดยตรง ส่วนมหาวิทยาลัยของรัฐ หรือ Public Universities จัดตั้งและได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลของรัฐนั้นๆ มีบทบาทในการจัดการศึกษาในต้นทุนที่เข้าถึงได้สำหรับประชาชนและมักมีขนาดใหญ่ พร้อมทั้งเปิดสอนหลักสูตรและสนับสนุนงานวิจัยในหลากหลายสาขาวิชา
สามารถอ่านหัวข้ออื่นๆ ได้ที่ วารสารข่าวอุดมวิทย์ฉบับเดือนมีนาคม 2569

สามารถติดตามวารสารข่าวรายเดือนได้จาก https://www.ohesdc.org/utmostsciences




Comments